บทความสำหรับบุคคล การพัฒนาตนเอง | บทความเลี้ยงลูกวัยเด็ก

แฟนเพจเป็นนักอ่านโดยแท้ ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตอบคำถาม

แฟนเพจ

ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยตอบคำถามโพล “อ่านนวนิยาย 260 หน้าภายในคืนเดียวจบ”

สรุปว่ามีผู้ตอบทั้งสิ้น 498 คน 488 คน ตอบว่า “เคย” คิดเป็น 98 %

แปลว่าแฟนเพจเป็นนักอ่านโดยแท้!

แฟนเพจปั้นใหม่ไม่ใช่นักอ่านธรรมดานะ แต่เป็นนักอ่านที่อึดด้วย! (มี GRIT นั่นเอง!!!)

อันนี้บ่งบอกถึงนิสัยว่า หากตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ก็มุ่งมั่นจนสำเร็จ

ขอให้รักษาคุณสมบัติ “อึด” นี้เอาไว้นะคะ

ขอเล่าที่มาสักนิดว่าทำไมจึงทำโพลนี้

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งหลังจากดูคนไข้ไป 2 ราย อาจารย์ก็จิตตก (เป็นจิตแพทย์ก็จิตตกได้นะคะ555)

รายแรกเป็นวัยรุ่นชายอายุ 14 ปี คุณแม่พามาด้วยเรื่องเกเรจนทางโรงเรียนจะคัดชื่อออก รายนี้อ่านประวัติเก่าแล้วพบว่าเคยเจอกันเมื่อ 3 ปีมาแล้ว ครั้งแรกที่ตรวจก็พบว่าเด็กไม่ได้เป็นโรคอะไร แต่ปัญหาอยู่ที่พ่อแม่ฝึกระเบียบวินัยลูกไม่ดีพอ ก็เลยแนะนำพ่อแม่ว่าต้องหนักแน่นกับลูก และสร้างวินัยอย่างจริงจัง เนื่องจากลูกคนนี้มีบุคลิกที่ชอบทดสอบและท้าทาย การฝึกวินัยที่ดีจะป้องกันปัญหาในอนาคต

เนื่องจากการสร้างวินัยเป็นอะไรที่ซับซ้อน แพทย์ไม่สามารถอธิบายได้หมดทุกซอกทุกมุม จึงแนะนำให้อ่านหนังสือ “สร้างวินัยให้ลูกคุณ” พอถึงกำหนดนัดอีก 2 อาทิตย์ต่อมา ผู้ปกครองก็ไม่มาตามนัดและหายไปเลย จนมาพบอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้

ครั้งนี้ พอถามแม่ว่า อ่านหนังสือ “สร้างวินัย” จบหรือยังคะ? แม่ตอบว่า ยังอ่านไม่จบเลยค่ะ
อาจารย์ก็นึกในใจว่า โอ้โห! ให้เวลาอ่านตั้งสามปี ยังไม่จบอีก มิน่าล่ะ! ลูกถึงมีปัญหารุนแรงกว่าเดิม

รายที่สอง คุณแม่พามาปรึกษาด้วยเรื่องลูกสาวมีอารมณ์เศร้าและคิดอยากฆ่าตัวตาย เมื่อตรวจแล้วก็พบว่า เป็นโรคซึมเศร้า ต้องให้กินยาแก้เศร้าด้วย แต่แม่ลูกคู่นี้ทะเลาะกันทุกวัน เพราะแม่ไม่มีทักษะในการคุยและจัดการอารมณ์ของลูก  อาจารย์ก็แนะนำไปหลายเรื่อง แต่ย้ำว่า จะต้องอ่านหนังสือ “สร้าง EQ ให้ลูกคุณ” ด้วยนะ เพราะหนังสือเล่มนี้มีเทคนิคจัดการอารมณ์ของลูก ทั้งยังมีประโยคเด็ดๆที่คุณจะยืมเอาไปพูดกับลูกได้ จะได้เชื่อมโยงกับลูกดีขึ้น และบ้านจะได้ไม่เป็นสนามรบ!

พบกันครั้งที่ 3 (นัดห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์) พอถามว่าอ่านหนังสือจบหรือยัง? แม่บอกว่า “ยังไม่ได้เริ่มต้นอ่านเลยค่ะ
ดิฉันเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ”

ในที่สุดอาจารย์ก็บอกผู้ปกครองทั้งสองรายว่า “หมออายุมากแล้ว และเหนื่อยเกินไปกว่าที่จะมารักษาเด็กที่พ่อแม่ร่วมมือไม่เต็มที่ ขอส่งต่อให้ลูกศิษย์ที่มีแรงกว่านะคะ” (พูดตรงๆ แม้จะโดนคนไข้ด่าก็ยอม)

แล้วเราก็เซย์กู๊ดบายกันวันนั้นเอง (โชคดีที่ไม่โดนด่า)

อาจารย์กลับบ้านด้วยคำถามในใจว่า ทำไมพ่อแม่รู้ว่าลูกมีปัญหา แต่ก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง? (คำถามนี้ไม่น่าถามเลยนะ) การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามีความรู้พอที่จะแก้ปัญหา ไม่มีใครรู้วิธีเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เกิด ไม่มีหลักสูตรสอนวิชานี้ในมหาวิทยาลัย แต่หนังสือดีๆก็ช่วยเราได้เยอะ http://www.dr-umaporn.com/

พอได้เห็นผลโพลว่า แฟนเพจ 98% เป็นนักอ่านที่อึด จิตที่ตกก็ฟูขึ้น บอกตัวเองว่า

“อย่าคิดมากเลย เขียนหนังสือเล่มใหม่ดีกว่า555”

Similar Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น